Search Results
Search this site
90 results found with an empty search
- ทำความรู้จักกับระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump System)กันจ้า
ปั๊มดับเพลิง Fire Pump ระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump System) เป็นระบบที่มีความจำเป็นต่อสถานที่ ที่ต้องการความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างเช่น แหล่งชุมชน ห้างสรรพสินค้าอาคารสูง และหน่วยงานราชการต่างๆระบบปั๊มน้ำดับเพลิงที่มีให้เลือกเหมาะกับงานหลากหลายแบบไม่ว่าจะเป็นระบบขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ส่วนประเภทเครื่องสูบน้ำดับเพลิงตามการติดตั้งนั้นมีด้วยกัน 2 ประเภทคือ 1. แบบแนวนอน (Horizontal) : เหมาะกับการใช้กับแหล่งเก็บน้ำที่เป็นบวก คือ แหล่งเก็บน้ำตั้งอยู่เหนือปั๊มน้ำ ปั๊มดับเพลิงแนวนอน ปั๊มน้ำดับเพลิง 2. แบบแนวตั้ง (Vertical Type) : การติดตั้งปั๊มดับเพลิงแนวตั้งโดยมากใช้กับแหล่งเก็บน้ำที่เป็นลบ คือ ถังเก็บน้ำอยู่ใต้ดินหรืออยุ่ต่ำกว่าปั๊มน้ำนั่นเอง ปั๊มดับเพลิงแนวตั้ง ซึ่งการเลือกลักษณะตามการติดตั้งนั้น ต้องคำนึงถึงระดับน้ำเริ่มต้นที่ใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงดูดและจ่ายออกไปยังระบบ ท่อดับเพลิงด้วย ส่วนขนาดเครื่องสูบน้ำดับเพลิงตามมาตรฐานสากลนั้น มีการกำหนดขนาดของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงได้อย่างชัดเจน ซึ่งในการเลือกใช้จะต้องเลือกให้อยู่ในขนาดที่ระบุไว้ตามตาราง NFPA20 คือ มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงมากที่สุดสำหรับการเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงและได้รับการยอมรับทั่วโลก ที่มา: NFPA 20 Standard for the Installation of Stationary Pumps for Fire Protection (2003) การเลือกประเภทเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ในการเลือกเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบนอนนั้น ระดับของแหล่งน้ำดับเพลิงจะต้องมีระดับสูงกว่าระดับท่อดูดน้ำของเครื่องสูบน้ำเนื่องจากเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะสามารถใช้น้ำได้ทันที ในกรณีที่ใช้ปั๊มดับเพลิงประเภทแนวนอนซึ่งเป็นปั๊มหอยโข่งนั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเช็ควาล์วนั้นมีปัญหาหรือเปล่าทำให้น้ำย้อนกลับไปยังแหล่งเก็บน้ำหมด ทำให้เราไม่สามารถใช้น้ำดับเพลิงได้ทันท่วงทีในกรณีที่เหิดเหตุฉุกเฉินถ้าเราสูบน้ำจากแหล่งน้ำที่อยุ่ต่ำกว่าตัวปั๊มมาใช้ ระบบปั๊มดับเพลิงแนวนอน การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบแนวนอน โดยปกติเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบหอยโข่งจะเลือกใช้กับควาต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงที่ไม่เกิน 750 แกลลอนต่อนาทีในกรณีที่มีความต้องการปริมาณน้ำดับเพลิงสูงมากกว่า 750 แกลอนต่อนาทีควรเลือกใช้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบอื่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบแนวตั้ง ในกรณีที่แหล่งน้ำดับเพลิงมีระดับน้ำต่ำกว่าระดับท่อดูดน้ำของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะต้องทำการเลือกเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเป็นแบบตั้ง ( Vertical Type ) โดยการออกแบบและติดตั้งจะต้องมีการจัดสร้างตะแกรงกันขยะหรือเศษสิ่งของต่างๆ ที่จะเข้ามาในบ่อน้ำที่ใช้สำหรับการดูดน้ำของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง รวมทั้งการติดตั้งตัวกรอง (Strainer) ไว้ที่ปลายของท่อดูดเสมอเครื่องสูบน้ำดับเพลิงรักษาแรงดันในระบบ ( Jocky Pump ) โดยปกติเป็นเครื่องสูบน้ำที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำลังหน้าที่ของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงรักษาแรงดันนี้ คือการเติมน้ำทดแทนน้ำส่วนที่อาจมีการรั่วซึมออกไปจากระบบท่อน้ำดับเพลิง โดยเครื่องสูบน้ำนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อแรงดันภายในระบบท่อน้ำดับเพลิงลดลงจากระดับที่กำหนดไว้ และเมื่อมีการเติมน้ำอยู่ในระดับปกติแล้ว เครื่องสูบน้ำนี้จะหยุดเองโดยอัตโนมัติเช่นกัน ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะต้องมีเส้นทางการเข้าออกที่ปลอดภัยและสามารถเข้าได้โดยสะดวกตลอดเวลา ตำแหน่งของห้องควรจะอยู่ในพื้นที่ ที่มีการระบายอากาศได้ดี และไม่มีน้ำท่วมขัง ผนังห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิงจะต้องมีอัตราการทนไฟได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำดับเพลิงแบบแนวตั้ง ส่วนประกอบสำคัญของปั๊มน้ำดับเพลิง 1. เครื่องสูบน้ำรักษาแรงดัน ( Jockey Pump ) คือ เครื่องสูบน้ำแรงดันสูง โดยทั่วไปจะทำงานเป็นตัวควบคุมอัตโนมัติ ของปั๊มดับเพลิง ทำงานเป็นตัวควบคุมอัตโนมัติของปั๊มดับเพลิง ซึ่งหน้าที่ คือ รักษาแรงดันภายในและคอยเติมน้ำ ให้ปั๊มดับเพลิงอยุ่ตลอด เพื่อไม่ให้ปั๊มดับเพลิงเริ่มและหยุดทำงานบ่อยภสยในเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ปั๊มดับเพลิง เกิดความเสียหาย หรืออายุการใช้งานสั้นลง 2. เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ( Fire Pump ) คือ ปั๊มที่สูบน้ำปริมาณมากใช้คุ่กับเครื่องสูบน้ำรักษาแรงดัน 3. ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำรักษาแรงดัน ( Jockey Pump Controller ) คือ ระบบไฟเครื่องสูบน้ำดับเพลิง 4. ตู้ควบคุมเครื่องสูบน้ำดับเพลิง ( Fire Pump Controller ) คือ ระบบไฟของเครื่องสูบน้ำดับเพลิง 5. วาล์วระบายความดัน ( Pressure Relief Valve ) คือ ตัวกระจายน้ำ " สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมในการออกแบบระบบและปั๊มน้ำดับเพลิง สามารถติดต่อมาปรึกษา หรือรับการบริการได้ที่ V V " ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- ระบบโซลาร์แบบ On Grid กับ Off Grid ต่างกันอย่างไร?
โซล่าเซลล์บ้าน การนำแผงโซล่าเซลล์มาใช้เป็นพลังงานในการผลิตไฟฟ้า โดยรูปแบบที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน มีทั้ง On Grid และ Off Grid รวมถึงผู้ที่สนใจจะติดตั้งควรเรียนรู้ ทั้งข้อดี และข้อเสียของทั้ง 2 ระบบก่อน เพื่อความคุ้มค่าที่ได้ลงทุนไปและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราลองมาดูกันว่าระบบโซลาร์แบบ On Grid กับ Off Grid ต่างกันอย่างไร 1. On Grid และ Off Grid ใช้ระบบแปลงไฟฟ้า (Inverter) ต่างกัน - โดยระบบ On Grid จะใช้ Grid Tie Inverter เป็นอุปกรณ์แปลงไฟฟ้ามาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้า ทำให้ลดความยุ่งยากในการต้องแยกระบบควบคุม รวมทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ด้วย - ส่วนระบบ Off Grid จะใช้ Off Grid Inverter แปลงไฟฟ้าจากกระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) แต่ไม่สามารถนำมาเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้ โซล่าเซลล์ 2. On Grid ถ้ามีกระแสไฟฟ้าเกินสามารถขายคืนได้ แต่ Off Grid ไม่สามารถทำได้ ระบบ On Grid สามารถเชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้ หากผลิตไฟฟ้าได้เกินกว่าความต้องการใช้งาน กระแสไฟฟ้าที่เหลือยังสามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าได้ เป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง แต่สำหรับระบบ Off Grid เป็นระบบที่ผลิตไว้ใช้งานเอง หรือหากผลิตได้เกินก็จะนำไปจัดเก็บในระบบแบตเตอรี่แทน ไม่สามารถนำไปขายคืนได้ 3. On Grid ไม่สามารถใช้ไฟฟ้าเมื่อไฟดับได้ ส่วน Off Grid มีไฟใช้ตลอดในช่วงกลางวัน เนื่องจากการออกแบบของระบบ On Grid นั้น มีการทำงานร่วมกันของระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า 2 ระบบ คือ ไฟฟ้าที่ผลิตจากแผงโซล่าเซลล์ และไฟฟ้าที่มาจากสายส่งของการไฟฟ้า แต่หากเกิดกระแสไฟฟ้าดับ ระบบ On Grid ก็จะดับไปด้วย แม้ว่าระบบโซล่าเซลล์จะยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงกลางวัน เพราะระบบได้ออกแบบมาเพื่อป้องกันกระแสไฟไหลย้อนกลับ ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงานซ่อมแซมไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงค่าซ่อมบำรุงรักษาค่อนข้างต่ำ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ ที่จะต้องเปลี่ยนทุก ๆ 2-5 ปีอีกต่อไป ระบบนี้จึงเหมาะกับที่พักอาศัยที่ต้องการประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง ส่วนระบบ Off Grid จะยังสามารถใช้งานไฟฟ้าได้ตลอดในช่วงเวลากลางวัน และมีไฟฟ้าสะสมในแบตเตอรี่ โซล่าเซลล์ 4. Off Grid มีต้นทุนอุปกรณ์ และเงินลงทุนในระบบที่สูงกว่า On Grid เนื่องด้วยระบบ Off Grid จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์จำนวนมากในการเชื่อมต่อกันเป็นระบบ ทั้งแผงโซล่าเซลล์, Inverter, Solar Charger, แบตเตอรี่ จึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการลงทุนที่สูงกว่า ทั้งในการออกแบบ ติดตั้งและดูแลระบบผลิตไฟฟ้ามากกว่าระบบ On Grid จุดเด่นของ ‘Off-grid system’ สามารถใช้ได้ในช่วงเวลากลางคืน หรือในยามฉุกเฉิน เช่น ไฟตก ไฟดับ เพราะเป็นระบบอิสระที่สามารถผลิตพลังงานได้เอง โดยมีหลักการคือ นำประจุไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ แล้วนำไฟฟ้าจากแบตเตอรี่มาใช้งาน ‘Off-grid system’ จึงเป็นที่นิยมใช้ในสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หรือใช้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ข้อเสียคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ดังนั้น หากติดตั้งระบบ Off-grid system เพื่อใช้งานร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จึงจำเป็นต้องติดตั้งอินเวอร์เตอร์เพื่อทำการแปลงกระแสไฟฟ้าก่อนจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ 5. ระบบ On Grid ต้องจ่ายค่าไฟฟ้ารายเดือน แต่ Off Grid ไม่ต้องจ่าย ถึงระบบ On Grid จะสามารถผลิตไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์มาใช้ได้เอง แต่ยังคงต้องพึ่งพากระแสไฟฟ้าจากระบบสายส่งของการไฟฟ้า ในกรณีที่แสงแดดน้อย หรือในช่วงฤดูฝน จึงทำให้ยังคงมีรายจ่ายค่าไฟในแต่ละเดือนอยู่ ซึ่งจะลดน้อยลง จาการนำไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์เข้ามาเสริมในช่วงเวลากลางวัน ส่วนระบบ Off Grid เป็นระบบที่ไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง จึงไม่ต้องมีการจ่ายไฟฟ้ารายเดือน ปั๊มโซล่าเซลล์ “ ทั้งนี้ถ้าเป็นการต่อแผงโซล่าเซลล์กับ ปั๊มน้ำ ถ้าปั๊มน้ำเป็นมอเตอร์ AC จำเป็นต้องมี Inverter เพื่อแปลงกระแสไฟ DC จากแผงโซล่าเซลล์ เป็นกระแสไฟ AC เพื่อให้ใช้กับปั๊มน้ำนั้นๆได้ สำหรับการคำนวณแผงและกระแสไฟสำหรับปั๊มน้ำ คลิก “ ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- รู้ไว้ใช่ว่า ก่อนใช้ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ การปริมาณการก่อนการติดตั้ง 1. น้ำบาดาล พิจารณาตามความลึกของบ่อ : เลือกขนาด ปั๊มน้ำบาดาล และแผงโซล่าเซลล์ให้สัมพันธ์กับความลึกของบ่อน้ำ พิจารณาจากปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ ปริมาณน้ำ 12 ลบ.ม. / ชม. ( 12,000 ลิตร / ชม ) ที่ความลึก 20 เมตร : 2 HP ที่ความลึก 30 เมตร : 3 HP ที่ความลึก 40 เมตร : 5 HP ที่ความลึก 70-120 เมตร ++ : 7.5 HP ปริมาณน้ำ 9 ลบ.ม. / ชม. ( 9,000 ลิตร / ชม ) ที่ความลึก 20 เมตร : 0.5 HP ที่ความลึก 30 เมตร : 2 HP ที่ความลึก 40 เมตร : 3 HP ที่ความลึก 70-120 เมตร : 5 HP ปริมาณน้ำ 2.7 ลบ.ม. / ชม. ( 2,700 ลิตร / ชม ) ที่ความลึก 20 เมตร : 0.5 HP ที่ความลึก 30 เมตร : 0.75 HP ที่ความลึก 40 เมตร : 1 HP ที่ความลึก 65 เมตร : 1.5 HP ที่ความลึก 90 เมตร : 2 HP ที่ความลึก 120-180 เมตร : 3 HP 2. น้ำผิวดิน พิจารณาความยาวของท่อ การประมาณขนาดมอเตอร์กับท่อน้ำ เช่น ระบบท่อยาว 1000 เมตร ต้องการน้ำที่ 5 ลบ.ม. / ชม. - เดินท่อขนาด 1.5 นิ้ว ต้องใช้กำลังมอเตอร์ขั้นต่ำ 1.5 แรงม้า - ถ้าเดินท่อขนาด 2 นิ้ว ต้องใช้กำลังมอเตอร์ขั้นต่ำที่ 0.75 แรงม้า 3. การเทียบกำลัง ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ กับแผงโซล่าเซลล์ กำลังปั๊มกับแผงโซล่าเซลล์ 4. แผงโซช่าเซลล์ : ปัจจุบันชนิดของแผงโซล่าเซลล์ที่นิยมใช้กันมีอยุ่ 2 แบบ ได้แก่ Mono Crystalline และแบบ Mono Crystalline Mono Crystalline : ประสิทธิภาพการใช้งานเฉลี่ยอยุ่ที่ 15-20 % แต่ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง Poly Crystalline : ประสิทธิภพในการใช้งานฉลี่ยอยุ่ที่ 13-16 % และใช้งานในที่มีอุณหภูมิสูงได้ดี , รวมถึงมีราคาถูกกว่าแบบ Mono Crystalline และหาง่าย 5. การเลือก Inverter ใช้งาน : กำลังขับ (Power) เหมาะสมกับปั๊มน้ำ ระบายความร้อนได้ดี รับแรงดันของแผงได้ มีระดับการป้องกันน้ำและฝุ่น IP55 ขึ้นไป มีระบบ MPPT มีระบบ Hybrid ( ประหยัดพลังงานและใช้งานได้ต่อเนื่อง) สำหรับการเลือก Inverter ปั๊มน้ำ , การคำนวณแผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟฟ้า “ คลิก “ ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- การออกแบบระบบน้ำและการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร
การออกแบบระบบน้ำและการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร ปั๊มน้ำ ปั๊มน้ำสำหรับการเกษตรนิยมใช้แบบปั๊มหอยโข่ง ซึ่งอาจขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ตามความเหมาะสม เช่น ปั๊มน้ำขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 2HP(แรงม้า) จะให้น้ำเฉลี่ย 25,000-30,000 ลิตร/ชั่วโมง ปั๊มน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ แบบใช้เครื่องยนต์เบนซิลขนาด 5-7HP(แรงม้า) หรือแบบใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 8-12HP (แรงม้า) จะให้น้ำเฉลี่ย 20,000-50,000 ลิตร/ชั่วโมง แล้วแต่อัตราเร่ง ทั้งนี้เราสามารถดูรายละเอียดเพื่อคำนวณอัตราต่างๆ ได้จาก Name Plate ของปั๊ม เช่น อัตราการไหลสูงสุด , แรงดัน , แรงม้า เป็นต้น ในการเลือก ปั๊มน้ำเบื้องต้น ถ้าต้องการปริมาณน้ำมาก จะต้องเลือกเครื่องสูบน้ำที่บอกปริมาณน้ำ (Q) ที่มีค่ามากๆ แต่ถ้าต้องการส่งน้ำไปไกลมาก และส่งขึ้นที่สูงต้องเลือกเครื่องสูบน้ำที่บอกค่า H สูง ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นถ้าค่าของ Q มาก ค่าของ H จะต่ำ และถ้าค่า Q น้อย ค่าของ H ก็จะสูง การเลือกขนาดของปั๊มน้ำ ให้ความสำคัญ 2 ส่วนคือ ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q) และ แรงดันน้ำ(H) ปริมาณการจ่ายน้ำ(Q): คือปริมาณน้ำที่ต้องจ่ายในแต่ละครั้ง เช่นถ้าต้องการจ่ายน้ำครั้งละ1โซน Q = 6 ลบ.ม./ชม. แรงดันน้ำ(H): ในพื้นที่ขนาดเล็ก ราบลุ่ม และใช้ท่อเมนไม่เกิน 100 เมตร จะต้องการแรงดันน้ำ H = 25 เมตร ในพื้นที่ซึ่งระย การออกแบบระบบน้ำและการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร ะท่อเมนยาวกว่าปกติ คือมากกว่า 100 เมตร จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน(H=25)ขึ้นอีกเท่ากับ 4 เมตรทุกๆระยะท่อเมน 100 เมตร เช่น ระยะท่อเมน 300 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ(H) = 25 + (4*300/100) = 25+12 = 37 เมตร ในพื้นที่เป็นเนินลาดชัน จะต้องเพิ่มค่าแรงดันมาตรฐาน(H=25)ขึ้นอีกเท่ากับระดับความสูงระหว่างพื้นที่กับปั๊มน้ำ เช่น พื้นที่เป็นเนินสูงขึ้น 5 เมตร ดังนั้นแรงดันน้ำที่ต้องการ(H) = 25+5 = 30 เมตร ** ในการเลือกปั๊มน้ำควรเพิ่มค่าแรงดันน้ำ(H)ขึ้นอีก ~30% เพื่อชดเชยแรงดันน้ำที่สูญในระบบ(Head Loss) การเลือกซื้อปั๊ม 1.รู้รายละเอียดการใช้น้ำ เช่น ถ้าจะติดตั้งสปริงเกอร์ต้องรู้ปริมาณน้ำและแรงดันของสปริงเกอร์แต่ล่ะชนิด เช่น หัวจ่ายน้ำแบบเหวี่ยงรูจ่ายน้ำ4 หมุนจ่ายปริมาณน้ำ 200-400ลิตร/ชั่วโมง หัวฉีดสเปรย์ รูน้ำผ่านขนาด2-3มิลลิเมตร จ่ายปริมาณน้ำ 80-120ลิตร/ชั่วโมง เป็นต้น 2.เลือกปั๊มน้ำ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ปั๊มทะเล/เคมีสำหรับสูบน้ำทะเลหรือเคมี, ปั๊มหอยโข่งสำหรับงานเกษตร,งานสปริงเกลอร์,งานประปาหมู่บ้านหรืองานดับเพลิง , ปั๊มแช่สำหรับงานดูดน้ำบาดาล,น้ำดีหรือน้ำเสีย 3.เลือกขนาดของปั๊ม ในการเลือกปั๊มต้องดูว่าปั๊มสามารถจ่ายปริมาณน้ำได้มากแค่ไหนเพียงพอกับการใช้งานหรือไม่ และที่แรงดันน้ำที่ต้องการ เช่น - ปริมาณน้ำ 280 ลิตร/นาที หรือ 30 m3 / h (ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง) -แรงดัน5บาร์(10 m=1bar ) ระยะทางส่ง50เมตรเท่ากับ 5บาร์ - ขนาดมอเตอร์ 220 V.หรือ380 V (Volt แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายเข้ามอเตอร์) -50 Hz. (Hertz ความถี่ไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้) - 400 W. (Watt กำลังไฟฟ้าที่มอเตอร์ใช้) - 1.6 A. ( Amp กระแสไฟฟ้า ที่มอเตอร์ใช้) ปั๊มหอยโข่งเกษตร ปั๊มหอยโข่งหน้าแปลน ปั๊มหอยโข่ง ตัวอย่างการเลือกปั๊มน้ำการเกษตร ครอบคลุมพื้นที่ 5ไร่ (8,000 ตารางเมตร) ในที่นี้จะคำนวณระบบเพื่อหาขนาดของปั๊มน้ำ โดยกำหนดว่าเป็นสวนเกษตรผสมผสานมีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน 1.ปลูกมะนาว 200ต้น ใช้พื้นที่2ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ มินิสปริงเกอร์ Pro Series Set (หัวมินิสปริงเกอร์ พร้อมขาปัก 40 cm.+สายยาวสายไมโคร พีอี 60 cm.) ท่อแยกเป็นท่อPE 20มิลลิเมตร หัวมินิสปริงเกอร์เป็นแบบกระแทกด้านบนจ่ายน้ำลงมาเป็นรูปกรวยด้านล่าง อัตราการจ่ายน้ำ 70ลิตร/ชั่วโมง(1.16ลิตร/นาที) รัศมี 0.5-1.5เมตร ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา10นาที 1.16ลิตร/นาที x 10 นาที x 200จุด= 2,320ลิตร(232ลิตร/นาที) ระบบน้ำปลูกมะนาวบ่อ 2.ปลูกผักหวานบ้าน ใช้พื้นที่1ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ สปริง เกอร์ใบ PVC (หูช้าง) ปริมาณน้ำ 360 ลิตร / ชม(6ลิตร/นาที). สวมใน ขนาด 1/2" ลักษณะน้ำกระจายเป็นเม็ดใหญ่กระจายทั่ว มุมน้ำ 45 องศา รัศมีน้ำ 5 เมตรท่อจ่ายน้ำสูง 1เมตร ท่อแยกเป็นท่อ PVC ขนาด1นิ้ว ติดตั้งทั้งหมด 50จุด เปิดน้ำเป็นเวลา 20นาที ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา 20นาที 6ลิตร/นาที x 20นาที x 50 จุด = 6,000ลิตร(300ลิตร/นาที) ระบบน้ำปลูกผักหวาน 3.ปลูกไผ่ ใช้พื้นที่ 1ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ มินิสปริงเกอร์ โรเตอร์ Pro Series Set (หัวมินิสปริงเกอร์ พร้อมขาปัก 40 cm.+สายยาวสายไมโคร พีอี 60 cm.) ท่อแยกเป็นท่อPE 20มิลิเมตร หัวมินิสปริงเกอร์เป็นแบบหมุนรอบตัว อัตราการจ่ายน้ำ 70ลิตร/ชั่วโมง(1.16ลิตร/นาที) รัศมี 1-2เมตร ติดตั้งทั้งหมด 100จุด เปิดน้ำเป็นเวลา 10นาที ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา10นาที 1.16ลิตร/นาที x 10 นาที x 100จุด= 1,160ลิตร(116ลิตร/นาที) ระบบน้ำปลูกต้นไผ่ 4. ปลูกผักสวนครัว ใช้พื้นที่1ไร่ เลือกหัวจ่ายน้ำแบบ มินิสปริงเกอร์ โรเตอร์ Pro Series Set (หัวมินิสปริงเกอร์ พร้อมขาปัก 40 cm.+สายยาวสายไมโคร พีอี 60 cm.) ท่อแยกเป็นท่อPE 20มิลิเมตร หัวมินิสปริงเกอร์เป็นแบบหมุนรอบตัว อัตราการจ่ายน้ำ 70ลิตร/ชั่วโมง(1.16ลิตร/นาที) รัศมี 1-2เมตร ติดตั้งทั้งหมด 100จุด เปิดน้ำเป็นเวลา 10นาที ความต้องการน้ำรวมเป็นเวลา15นาที 1.16ลิตร/นาที x 15 นาที x 100จุด= 1,740ลิตร(116ลิตร/นาที) ระบบน้ำผักสวนครับ รวมความต้องการน้ำจากข้อ 1-4 ภายใน 1 นาที =232+300+160+160 =852ลิตร (51,120ลิตร/ชั่วโมง) ในการหาขนาดปั๊มเกษตรกรทราบแล้วว่าต้องการปั๊มน้ำที่จ่ายปริมาณน้ำต่ำสุดที่ 51,120ลิตร/ชั่วโมง แต่ในการใช้งานจริงจะมีการระบบจะมีการลดประสิทธิภาพความสามารถในการส่งน้ำของปั๊มน้ำหลายปัจจัย เช่น ความลึกของท่อด้านดูดของปั๊ม หรือระยะทางและขนาดของท่อเมนเป็นต้น รวมถึงส่วนต่อขยายเพิ่มในอนาคตดังนั้นจึงเพิ่มความต้องการไปอีก30% จะได้ 51,120+15,336 =66,456 ลิตร/ชั่วโมง(1,107ลิตร/นาที) ในขั้นตอนนี้เกษตรคงทราบแล้วว่าต้องการปั๊มน้ำที่สามารถจ่ายปริมาณน้ำที่1,107ลิตร/นาที จากตัวเลขนี้ก็มาเทียบเคียงกับตารางมาตรฐานของปั๊มน้ำได้เลยจ้า~ pakwanban cr. ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- ระบบและการติดตั้งปั๊มน้ำอาคารสูง
อาคารพาณิชย์ บ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ หอพัก อพาร์ทเม้นต์ นั้นแตกต่างกัน เพราะมีคนอยู่อาศัยจำนวนมากการใช้น้ำจึงมากด้วยเช่นกัน หากเราใช้ปั๊มน้ำเพียงตัวเดียวในการจ่ายน้ำ ปั๊มน้ำจะต้องทำงานหนักมากและรวมถึงแรงดันอาจจะไม่เพียงพอทำให้น้ำไหลเบา รวมถึงจะทำให้อายุการใช้งานของปั๊มน้ำสั้นลงด้วย ปั๊ม transfer หรือปั๊มสำหรับส่งน้ำ จะสูงน้ำจากแท็งค์น้ำด้านล่างขึ้นไปเก็บยังแท็งค์น้ำด้านบน เพื่อที่จะทำการจ่ายน้ำลงมาชั้นต่างๆด้านล่าง ซึ่งเราสามารถ คำนวณกำลังปั๊มเบื้องต้น เองได้เลย และด้วยแรงโน้มถ่วงน้ำชั้นที่อยุ่ล่างจะแรงที่สุด เนื่องจากอยู่ห่างจากแท็งค์น้ำด้านบนมากที่สุด ชั้นที่อยู่สูงขึ้นไป เช่น ชั้น 4-6 น้ำจะไหลอ่อนเพราะอยุ่ใกล้แท็งค์น้ำด้านบน เราจึงจำเป็นต้องติดปั๊มอีกตัวนึงซึ่งเป็น ปั๊ม Booster เพื่อเพิ่มแรงดันน้ำชั้นบน ทำให้ชั้นต่างๆมีแรงดันน้ำที่เท่ากัน การติดตั้งปั๊มน้ำอาคารสูง ระบบและการติดตั้งปั๊มน้ำอาคารสูง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหลักการต่อปั๊มน้ำแบบนี้สามารถใช้ได้กับอาคารต่างๆที่มีความสุงกว่านี้ ทั้งนี้เรื่องการส่งน้ำไปยังชั้นต่างๆ ขึ้นอยู่กับกำลังปั๊มน้ำด้วย เช่น ตึก 20 ชั้น ก็จะต้องมีการออกแบบให้สัมพันธ์กับการใช้น้ำ และกำลังของปั๊มด้วย เพื่อให้แรงดันน้ำในทุกๆชั้นมีเท่ากัน สำหรับการคำนวณและการต่อระบบปั๊มเบื้องต้นก็ตามนี้เลยจ้า หรือใครต้องการปรึกษาการออกแบบ , สเป็ค , ระบบน้ำ , หรืออื่นๆ สามารถติดต่อมาสอบถามตามช่องทางได้เลยครับ ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- วิธีแก้ปัญหาปั๊มน้ำเบื้องต้นที่พบกันบ่อย
ปั๊มน้ำลีโอ MAC450 อินเวิร์ตเตอร์ แรงดันคงที่ ปัญหาและวิธีแก้ปัญหาของปั๊มน้ำเบื้องต้นที่พบกันประจำ 1. ปั๊มน้ำไม่ตัด : มีเสียงการทำงานของมอเตอร์ แม้ว่าจะไมได้ใช้น้ำแล้ว 2. แรงดันจากปั๊มน้ำไม่สม่ำเสมอ :น้ำจะออกมา เบาบ้างแรงบ้างสลับกันไป รวมถึงน้ำเบามาก 3. ปั๊มมีการตัดการทำงานถี่ :น้ำกระตุกตามการทำงานของปั๊มน้ำ 4. ปั๊มน้ำทำงานเอง : ปั๊มทำงานเองเมื่อไม่มีการใช้น้ำ 5. ปั๊มน้ำเสียงดังมาก : ปัญหามอเตอร์ปั๊มน้ำทำงานละมีเสียงดังมากกว่าปกติ 6. ปั๊มทำงานแต่น้ำไม่ไหลออกมา วิธีแก้ปัญหาปั๊มน้ำเบื้องต้น เช็คการรั่วของท่อน้ำภายในบ้านโดยปิดการใช้น้ำทุกจุด รวมถึงปิดการทำงานของปั๊มน้ำโดยดึงปลั๊กออก จากนั้นให้เปิดการใช้น้ำโดยตรงจากท่อประปา ถ้ามิเตอร์น้ำหมุนแสดงว่ามีจุดรั่วของท่อน้ำ โดยเฉพาะท่อน้ำที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมาแล้วอาจจะพบเจอปัญหานี้กันบ่อย จึงทำให้ปั๊มน้ำเริ่มทำงานเอง ทำความสะอาดสวิตช์แรงดัน ( Pressure Switch ) ตรวจเช็คสายไฟรวมถึงตรงข้อต่อต่างๆว่ามีการชำรุดหรือไม่ รวมถึงน๊อตสกรูต่างๆ โดยเฉพาะตรงมอเตอร์ ตรวจเช็คว่าหลวมหรือไม่ ถ้าปั๊มน้ำทำงานแต่ไม่มีน้ำไหลออกมา อาจเป็นไปได้ว่าน้ำแห้งหรือน้ำขาด เช่น ในแท็งค์ไม่มีน้ำ หรือขาดน้ำในท่อและตัวปั๊มน้ำ ให้ทำการล่อน้ำใหม่ โดยการดึงปลั๊กน้ำออก ปิดวาล์วน้ำเข้าออกที่ปั๊ม ทำการเปิดจุกและทำการเติมน้ำเข้าไปเพื่อล่อน้ำ จากนั้นขันจุกให้แน่น ต่อด้วยเสียบปลั๊กปั๊มน้ำเพื่อใช้งาน โดยลำดับแรกเปิดแค่วาล์วเพื่อให้น้ำเข้าเท่านั้น เมื่อน้ำเข้ามาซักพักปั๊มจะหยุดทำงาน แสดงว่าปั๊มใช้งานได้เป็นปกติแล้ว ใครที่ปั๊มน้ำมีปัญหาและได้ทำการแก้ไขเบื้องต้นแล้ว แต่ปั๊มน้ำยังคงใช้งานไม่ได้ จำเป็นต้องส่งปั๊มน้ำไปที่ศูนย์บริการ เพื่อให้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดและแก้ไขปัญหาต่อไป สำหรับลูกค้าปั๊มน้ำลีโอสามารถส่งมาที่ศูนย์บริการภายในประเทศ บริษัท ลีโอ ( ประเทศไทย ) จำกัด 897-897/1 อาคารกำธร ชั้น1, ถนนพระราม 3, แขวงบางโพงพาง, เขตยานนาวา, กทม. 10120 โทร. +66(0) 2-292-1067-69 ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- การเลือกตัว Inverter ปั๊มน้ำ , แผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟฟ้า
การต่อปั๊มน้ำระบบโซล่าเซลล์ การเลือกตัว Inverter ปั๊มน้ำ , แผงโซล่าเซลล์และการเผื่อกำลังไฟ สำหรับ Inverter นั้น มีหน้าที่ในการแปลงพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซล่าร์เซลล์ให้กลายมาเป็นไฟที่สามารถทำการจ่ายเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างปลอดภัย และทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานได้เหมือนกับการใช้พลังงานไฟจากแหล่งทั่วไป โดยอินเวอร์เตอร์จะเริ่มทำงานเมื่อแผงโซล่าเซลล์มีพลังงานมากพอ จากนั้นมันจะทำการแผลงไฟจากแผงโซล่าเซลล์ที่เป็นไฟกระแสตรง ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับขนาด 220 โวลต์ แล้วจึงทำการเชื่อมเข้ากับไฟของการไฟฟ้าหรือกระบวนการ Synchronization เพื่อทำการจ่ายไฟเข้าไปในสายไฟภายในบ้านและอาคารให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ นอกจากนี้หากเข้าสู่ช่วงแดดอ่อนหรือเมื่อไม่มีแสงแดด อินเวอร์เตอร์ก็จะปรับไปใช้ไฟจากการไฟฟ้ามาจ่ายแทนโดยอัตโนมัติ ทำให้การใช้งานเป็นไปอย่างสะดวก ไม่ต้องกังวลแม้ช่วงแสงแดดอ่อน อีกทั้งยังช่วยลดค่าไฟในระยะยาวได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากความสามารถในการแปลงไฟแล้ว อินเวอร์เตอร์ยังช่วยรักษาระดับไฟให้มีความเสถียร ไม่เกิดการไฟตกหรือไฟอ่อน นอกจากนี้อินเวอร์เตอร์ยังมีความปลอดภัยในการใช้งานสูงและที่สำคัญอินเวอร์เตอร์บางรุ่นยังสามารถแสดงผลการแปลงไฟและปริมาณไฟที่จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นมือถือได้อีกด้วย ถือเป็นก้าวใหม่ของเทคโนโลยีจริงๆ ครับ สิ่งที่ควรคำนึงถึงการเลือก Inverter ปั๊มน้ำ 1. สถานที่และอุณหภูมิที่ติดตั้งปั๊มน้ำและ Inverter 2. แรงดันไฟ , ความถี่ , และกำลังไฟฟ้า ของปั๊มน้ำ รวมถึงรอบของมอเตอร์ปั๊มน้ำ 3. ระบบ MPPT 4. ฟังก์ชั่นการทำงาน Manual , Auto , Hybrid 5. ระยะความห่างระหว่างปั๊มน้ำและตัว Inverter 6. อุปกรณ์เสริม เช่น พัดลม 7. อุณหภูมิของสภาพแวดล้อมสถานที่ 45-60 องศา ( ได้ -10~60 องศา ) 8. ช่วงระดับความสูง / ลึก : ความห่างระหว่าง Inverter และตัวปั๊ม 9. โดยถ้าเกิน 1,000 เมตร แล้วกระแสไฟขาออก ( Output ) จะมีการลดลงโดยประมาณ 1 % ต่อ 100 เมตร LEO AC Solar Pumping System - ระบบ MPPT : สร้างความเสถียรในการจ่ายไฟได้ 99% ( ไม่สวิงมากเมื่อแดดอ่อน / แดดแรง ) - มีรองรับช่วงของแรงดันไฟ ( Voltage ) และกำลังไฟ Watt ที่กว้าง : รองรับไฟ 1 และ 3 เฟส ทั้ง 220 V และ 380 V, Power 0.7 ~ 710 kW. - ใช้งานง่าย : ไม่ต้องเซ็ทค่าพารามิเตอร์ต่างๆ สามารถใช้งานอัตโนมัติได้เลย - มีระบบป้องกันครอบคลุม : ระบบป้องกันน้ำขาด , ระบบตรวจจับระดับน้ำ , ระบบป้องกัน ไฟขาด ไฟเกิน ไฟตกหรือกระชาก , ป้องกันเฟสไฟขาด , ระบบป้องกันความร้อน , และอื่นๆ การต่อปั๊มน้ำและ Inverter การต่อสายไฟปั๊มบาดาล โดยปกติแล้วตัว Inverter จะมาคุ่กับปั๊มน้ำอยุ่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาที่ว่าอินเวิร์ดเตอร์ใช้ไม่ได้กับปั๊มน้ำ เพราะได้คำนวณกำลังไฟไฟ แรงม้า กำลังมอเตอร์ รวมถึงค่าอื่นๆ ของปั๊มไว้แล้วว่าสามารถใช้ได้กับอินเวิร์ดเตอร์แน่นอน ซึ่งโดยมากปัญหาที่พบเจอจะเป็นการคำนวณการจ่ายกระแสไฟจากแหล่งที่มาต่างๆ ว่ามีการเผื่อ หรือเพียงพอไหม รวมถึงอินเวิร์ดเตอร์มีสิ่งที่รองรับการสวิงหรือไม่เสถียรในการจ่ายไฟไหม เช่น ระบบ MPPT คือ การดึงกำลังไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ให้ได้มากที่สุด โดยการทำให้แผงโซล่าเซลล์ทำงานที่แรงดันไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กล่าวคือ MPPT ทำงานโดยการตรวจสอบที่ Output ของแผงโซล่าเซลล์ และเปรียบเทียบกับแรงดันไฟฟ้าในระบบ จากนั้นกำหนดค่ากำลังไฟฟ้าสูงสุดที่แผงโซล่าเซลล์สามารถจ่ายออกมา และทำการแปลงเป็นแรงดันไฟฟ้าสูงสุดเพื่อให้ได้กระแสไฟฟ้าสูงสุดในการจ่ายใช้งาน นอกจากนี้ ยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC load) ที่ต่อโดยตรงกับแบตเตอรี่ได้อีกด้วย สำหรับการคำนวณกำลังไฟที่จะใช้แผงโซล่าเซลล์ ให้สัมพันธ์และเพียงพอกับการใช้งานปั๊มน้ำ 1. โดยส่วนมากนั้น เราจะเลือกเผื่อกำลังไฟใหม้มากกว่า 1.3~1.5 เท่าของกำลังของปั๊ม 2. ค่าแรงดันไฟฟ้าในการทำงานของมอเตอร์ ปกติกำหนดค่าเผื่อไว้ 1.414 เท่า 3. เมื่อมีการเปิดโหลดหรือมีการใช้งาน แรงดันไฟฟ้าอาจจะมีค่าต่ำกว่าที่เขียนระบุสเป็คไว้ที่คอนโทรลเลอร์ ตัวอย่างเช่น 1. ปั๊มน้ำบาดาล ระบบ DC , 750W , มอเตอร์ 72V. เราจะคำนวณดังนี้ - Power 750W x 1.3 = 975W - Motor Voltage 72V x 1.414 = 101.8V ถ้าเป้นค่าตามนี้เราควรใช้แผง Monocrystalline Silicon 330W , Vmp = 37.87V. , Voc = 45.82V. เป็นจำนวน 3 แผง เพื่อให้ได้กำลังไฟและแรงดันไฟถึงตามที่สเป็คปั๊มระบุไว้ ถึงจะใช้งานปั๊มได้ 2. ปั๊มมอเตอร์ 2 HP , 380V , จะเลือกใช้แผงยังไง ? - ลำดับแรกแปลงหน่วยแรงม้า HP ให้เป็นแรงดันไฟฟ้า V โดย 1HP = 0.75 kW , ดังนั้น 20 HP = 15 kW. - ต่อมาคำนวณกำลังไฟ 15kW x 1.5 = 22.5 kW. - และสเป็คปั๊ม คือ ต้องการไฟ 380V. ดังนั้น 380 x 1.414 = 537.32V ( ตีไป 540 ) ดังนั้นเราจึงเลือกแผงที่ให้กำลัง 545 W ตามตารางสเป็นแผงด้านล่าง ตาราง Performance ปั๊มบาดาล - เพื่อให้มอเตอร์ทำงาน ปั๊มต้องการแรงดันไฟจากที่คำนวณและเผื่อไว้ คือ 540V และ Vmp ( Minimum Power Voltage ของ 1 แผง คือ 41.8V ดังนั้น 540 ÷ 41.8 = 12.9V. เราจึงต้องใช้ 13 แผง เพื่อให้ได้กำลังไฟตามที่ต้องการ - การต่อแผง : แผงโซลาเซลล์ 13 แผงเชื่อมต่อแบบอนุกรม และ 3 สายขนาน เพื่อ 13 แผง x 545W x 3 = 21.255 kW. ซึ่งที่เราคำนวณเผื่อไว้ คือ 22.5 ถือว่าใช้ได้อยุ่สำหรับคนที่ไมได้ซีเรียสเรื่องการเผื่อไว้ 1.5 เท่า - สำหรับคนที่ต้องการเผื่อกำลังไว้ 1.5 เท่า สามารถเพิ่มแผงโซล่าเซลล์ไปอีก 1 แผงได้เลย ก็จะเป็น 14 x 545 x 3 = 22.89 kW. " สำหรับหลักการคำนวณเบื้องต้นก็จะเป็นประมาณนี้ คนที่สนใจระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สามารถนำไปประยุกต์ใช้คำนวณคร่าวๆดูได้เลยจ้า " ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- บทความเริ่มต้นธุรกิจน้ำดื่มน่ารู้
ปัจจุบัน ธุรกิจผลิตนํ้าดื่มมีมูลค่าตลาดสูงถึงประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี และมีผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่รวมกันประมาณ 2,000 ราย การผลิตนํ้าดื่มมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมากจากหลายปัจจัยเช่น ปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งนํ้าธรรมชาติ , มลภาวะจากแหล่งต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นต้น ทำให้แหล่งนํ้ามีภาวะปนเปื้อน รวมถึงจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาในตลาดนี้สูงถึงร้อยละ 20-30 ต่อปี ในท้องตลาด นํ้าดื่มสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ นํ้าดื่มในภาชนะที่เป็นพลาสติกใสและพลาสติกขุ่น ผู้บริโภคจะนิยมดื่มน้ำในภาชนะบรรจุที่เป็นพลาสติกใสมากกว่า เพราะมีความเชื่อมั่นต่อความสะอาดและปลอดภัย การที่ผู้บริโภคหันมานิยมดื่มนํ้าบรรจุขวด เนื่องจากหาซื้อง่าย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงฉลากต้องระบุชื่อ ตราน้ำ ดื่มที่ตั้งของผู้ผลิต ปริมาตรสุทธิ เลขทะเบียน อย. อย่างชัดเจน การทำน้ำดื่มบรรจุขวดและถัง ใช้เงินลงทุนโดยเฉลี่ยประมาณ 300,000 – 1,000,000 บาท ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตและเครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจผลิตน้ำดื่ม 1. ติดต่อกับหน่วยงานราชการ 2. จัดเตรียมในส่วนของพื้นที่โรงเรือน 3. จัดเตรียมและในส่วนของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่ม 4. จัดเตรียมในส่วนของกำลังคน 5. จัดเตรียมในส่วนของตลาดและกลุ่มลูกค้า วัสดุอุปกรณ์ / เครื่องมืออย่างน้อยต้องประกอบด้วย 1. เครื่องหรืออุปกรณ์การปรับคุณภาพนํ้า 2. เครื่องหรืออุปกรณ์ล้างภาชนะบรรจุ 3. เครื่องหรืออุปกรณ์การบรรจุ 4. เครื่องหรืออุปกรณ์การปิดผนึก 5. โต๊ะหรือแท่นบรรจุ ที่เหมาะสมสำหรับขนาดบรรจุที่ต่างกัน 6. ท่อส่งนํ้าเป็นท่อพลาสติก PVC หรือวัสดุอื่นที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน วัตถุดิบ วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด คือ น้ำประปา หรือ น้ำบาดาล กรรมวิธีการผลิต โดยทั่วไป กรรมวิธีการผลิตนํ้าดื่มบรรจุขวดจะแบ่งเป็นขั้นตอนตามที่ อย. กำ หนด ดังนี้ 1. ขั้นตอนการกรอง ประกอบด้วยกรองด้วยสารที่เป็นตัวกรอง (ถังกรอง) ชนิดต่างๆ หรือใช้วิธี Reverse Osmosis (R.O) 2. ขั้นตอนการทำ ลายเชื้อจุลินทรีย์ ประกอบด้วยใช้แสงอุลตราไวโอเลต (หลอด U.V.) หรือใช้ระบบโอโซน (Ozone) การผลิตที่เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน จะมีกรรมวิธีไม่ค่อยยุ่งยากซับซ้อน ดังนี้ 2.1 ) นำนํ้าประปาหรือนํ้าบาดาลเข้าสู่เครื่องกรอง SAND FILTER 2.2 ) ผ่านนํ้าเข้าสู่เครื่องกรอง BASE EXCHANGE UNIT ซึ่ง บรรจุผงกรองเรซิน เพื่อขจัดความ กระด้างของนํ้าและ สารละลายของเหล็กบางส่วนออก 2.3 ) ผ่านนํ้าเข้าสู่เครื่องกรอง ACTIVATED CARBON FILTER ซึ่งบรรจุสารกรอง ACTIVATED CARBON เพื่อขจัดกลิ่น สี และตะกอน 2.4 ) ผ่านน้ำสู่เครื่องกรอง BACTERIA FILTER ซึ่งมีใส้กรองเป็น CERAMIC FILTRATION 2.5 ) นำน้ำผ่านเข้าสู่หลอดอุลตร้าไวโอเลต เพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วจึงผ่านน้ำ เข้าสู่เครื่องบรรจุ เพื่อบรรจุใส่ภาชนะต่อไป ระบบน้ำดื่ม RO ปั๊มทำน้ำดื่ม RO ปั๊มทำน้ำดื่ม RO ประมาณการเครื่องจักรอุปกรณ์การลงทุน เริ่มต้นธุรกิจน้ำดื่ม เครื่องกรองนํ้าและอุปกรณ์ ราคาประมาณ 300,000-400,000 บาท ราคาของเครื่องจักรและอุปกรณ์จะขึ้นอยู่กับกําลังการผลิต หากผู้ประกอบการต้องการเครื่องที่มีกําลังการผลิตสูง ราคาเครื่องก็สูงตามไปด้วย บางบริษัทจะขายครบชุดพร้อมติดตั้ง ประกอบด้วย · ปั๊มน้ำเพื่อส่งนํ้า 2 เครื่อง · เครื่องกรองแมงกานีส · เครื่องกรองคาร์บอน · เครื่องกรองเรซิน · เครื่องกรองเซรามิค · หลอดอุลตราไวโอเลตสําหรับฆ่าเชื้อ 1 ชุด · เครื่อง Reverse Osmosis (R/O) · หัวบรรจุน้ำสำหรับขวดขนาด 500 มล. และ 950 มล. · หัวบรรจุสําหรับนํ้าถังขนาด 20 ลิตร · เครื่องล้างถังนํ้า · ถังเก็บนํ้า ขนาด 3,000 ลิตร ตัวอย่าง ประมาณการต้นทุนการผลิต · พิจารณาค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมดซึ่งประกอบด้วยค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรอุปกรณ์ ค่าเช่าสถานที่ที่ใช้ในการผลิต ค่าแรง ค่าไฟฟ้า สมมุติว่าเป็นเงิน 600,000 บาท · ถ้าในแต่ละปีประมาณการยอดขายเท่ากับ 300,000 ขวด · เพราะฉะนั้น ต้นทุนคงที่ต่อขวดเท่า 600,000 / 300,000 เท่ากับ 2 บาท · ต้นทุนผันแปรได้แก่ค่าน้ำ สมมุติว่าขวดละ 0.20 บาท ดังนั้น ต้นทุนต่อขวดเท่ากับ 2+ 0.20 เท่ากับ 2.20 บาท ประมาณการรายรับ · รายรับจากการขายน้ำ 300,000 ขวด * ราคาขวดละ 4 บาท = 1,200,000 บาท · ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 300,000 ขวด * 2.20 บาทต่อขวด = 660,000 บาท กำไรสุทธิก่อนภาษี = 540,000 บาท สำหรับข้อมูลจากบทความ เริ่มต้นธุรกิจน้ำดื่มน่ารู้ น่าจะทำให้ผู้ที่สนใจหรือกำลังจะเริ่มทำน้ำดื่มได้ความรู้ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำธุระกิจจ้า ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- เกร็ดความรู้เบื้องต้น การต่อปั๊มน้ำแบบบายพาส / การเลือกกำลังปั๊มและการตรวจเช็ค / วาล์ว
ความรู้เบื้องต้น การต่อปั๊มน้ำ การต่อปั๊มบ้าน คำนวณกำลังปั๊มบ้าน ปั๊มบ้าน ปั๊มบ้าน ปั๊มแรงดันตัดบ่อย ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand
- มอเตอร์บรัชเลส ( Brushless ) vs มอเตอร์แปรงถ่าน ( Brushed )
ชนิดมอเตอร์ มอเตอร์บรัชเลส ( Brushless ) vs มอเตอร์แปรงถ่าน ( Brushed ) มอเตอร์ไร้แปรงถ่าน / มอเตอร์บรัชเลส (Brushless) คือ มอเตอร์ไม่มีแปรงถ่าน ที่สัมผัสกับขั้วไฟฟ้าโรเตอร์และสเตเตอร์ที่ทำให้เกิดความเสียดสีของแปรงถ่านและขั้วไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าจะถูกส่งไปยังขดลวดที่มอเตอร์ได้โดยตรง ให้เกิดขั้วแม่เหล็กตรงกลางขั้วแม่เหล็กเกิดการหมุน การหมุนแบบนี้ทำให้ไม่เกิดประกายไฟ หรือความร้อนสะสม ทำให้มอเตอร์ไร้แปรงถ่ายหรือมอเตอร์บัสเลส ใช้งานต่อเนื่องได้ยาวนาน และความเสียหาที่เกิดกับมอเตอร์มีน้อย แรงบิดที่ได้จากมอเตอร์ไร้แปรงถ่าน หรือมอเตอร์บัสเลส สูงกว่าแรงบิดของมอเตอร์แปรงถ่านในขนาดที่เท่ากัน มอเตอร์แปลงถ่าน มอเตอร์แปลงถ่าน brush ส่วนประกอบของ มอเตอร์ไร้แปรงถ่าย หรือมอเตอร์บัสเลส ด้านในจะแตกต่างจากมอเตอร์มีแปรงถ่านอย่างเห็นได้ชัด ส่วนประกอบด้านในประกอบด้วย 1. Stator (สเตเตอร์) ขดลวดทองแแดงบริเวณรอบๆ ทำหน้าที่นำกระแสไฟแและเปลี่ยนเป็นพลังงานแม่เหล็ก โดยนำกระแสไฟผ่านเข้าสู่ขดลวดทองแดงที่ผ่านอยู่บริเวณรอบๆ 2. Rotor (แกนหมุน) แกนหมุนตัวนี้เป็นแม่เหล็กทำหน้าที่ในหมุน โดยอาศัยพลังงานจาก Stator ในการทำให้หมุนและเกิดแรงบิด 3. Electronic Module (แผงควบคุม) ตัวบอร์ดแผงอิเล็กทรอนิกส์ตัวควบคุม control กระแสไฟเข้าสู่ตัวละลวดทองแดง Stator มอเตอร์ไม่แปลงถ่าน มอเตอร์แปรงถ่าน คือ มอเตอร์ที่มีแปรงถ่าน โดยแปรงถ่านเป็นตัวที่สัมผัสกับขั้วไฟฟ้าโรเตอร์และสเตเตอร์ เกิดการเสียดสีกันทำให้มอเตอร์หมุนการทำงาน มอเตอร์แปลงถ่าน มอเตอร์แปลงถ่าน ส่วนประกอบของ มอเตอร์แปรงถ่าน (Brushed) 1. Steel Ring จะสังเกตเห็นว่าด้านในจะมีแม่เหล็กอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง 2. ARMATURE (ทุ่น) หรือแกนหมุนซึ่งก็จะสังเกตได้ว่าจะมีขดลวดทองแดงพันอยู่บริเวณรอบๆ และมีหัวคอมมิวเตเตอร์ที่เป็นทองแดงเชื่อมเข้ากับลวดทองแดงทำหน้าที่นำกระแสไฟจากแปรงถ่านผ่านลวดทองแดงเกิดเป็นพลังงานขั้วแม่เหล็ก ผลักให้แกนหมุน และเกิดแรงบิด 3. CARBON BRUSH (แปรงถ่าน) ทำหน้าที่นำกระแสไฟเข้าสู่ตัว ARMATURE (ทุ่น) โดยหลักการแปรงถ่านเกิดารเสียดสีกับตัวหัวคอมมิวเตเตอร์ตลอดเวลาจึงทำให้มีประกายไฟและเกิดความร้อนสะสม หากใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานจึงทำให้เกิดการไหม้หรือช็อตได้ " ท้ายนี้หวังว่าผู้อ่านจะรู้จักชนิดและการทำงานของมอเตอร์ได้ดียิ่งขึ้น และสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมระหว่าง มอเตอร์บรัชเลส ( Brushless ) vs มอเตอร์แปรงถ่าน ( Brushed ) จ้า " cr.tooltalking
- ความแตกต่างระหว่างโหมด AUTO และ HYBRID ของอินเวิร์ตเตอร์ Leo DSKP
Inveter ปั๊ม ความแตกต่างระหว่างโหมด AUTO และ HYBRID อินเวิร์ตเตอร์ 1. การทำงานในโหมด Auto ของอินเวิร์ตเตอร์ DSKP : เครื่องจะเลือกใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบ DC ก่อน และเมื่อกระแสไฟจาก DC ไม่สามารถจ่ายได้เพียงพอตามค่าที่ตั้งไว้ ระบบนั้นก็จะตัดการรับกระแสไฟจาก DC และมาใช้กระแสไฟจากระบบ AC แทนนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการใช้กำลังไฟฟ้าที่ 100 วัตต์ เครื่องนั้นจะเลือกใช้ไฟจากแหล่งที่มา DC ก่อน แต่เมื่อถึงเวลาที่กำลังไฟจาก DC ตกลงมา เช่น เหลือแค่ 80 วัตต์ ตัวอินเวิร์ตเตอร์ก็จะหยุดรับกระแสไฟจากแหล่ง DC และหันไปใช้กระแสไฟฟ้าจากแหล่งที่มา AC แทน 100 วัตต์ 2. การทำงานในโหมด Hybrid ของ https:// www.leo.co.th/solar-pump https://www.leo.co.th/solar-pump : เครื่องจะเลือกใช้กระแสไฟจากแหล่งที่มา DC ก่อน เช่นเดียวกันกับโหมด Auto แต่เมื่อกระแสไฟจาก DC ไม่เพียงพอนั้น ระบบจะนำกระแสไฟจากแหล่งที่มา AC เข้ามาเติม เพื่อให้กำลังไฟไม่ตกนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการใช้กำลังไฟฟ้าที่ 100 วัตต์ เครื่องนั้นจะเลือกใช้ไฟจากแหล่งที่มา DC ก่อน แต่เมื่อถึงเวลาที่กำลังไฟจาก DC ตกลงมา เช่น เหลือแค่ 80 วัตต์ อินเวิร์ตเตอร์จะไม่ตัดการรับกระแสไฟจากแหล่ง DC แต่จะนำไฟจากแหล่ง AC เข้ามาเติม 20 วัตต์ เพื่อให้ครบ 100 วัตต์ ตามความต้องการของการใช้งานนั่นเอง
- NPSH คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญมากสำหรับการออกแบบระบบปั๊มน้ำ
NPSH คืออะไร? 📌 หัวใจสำคัญของการป้องกันคาวิเตชั่นในปั๊มน้ำหอยโข่ง NPSH คืออะไร ? NPSH (Net Positive Suction Head) คือ ค่าพลังงานหรือแรงดันที่จำเป็นต่อการทำงานของ ปั๊มน้ำ บริเวณท่อดูด เพื่อป้องกันไม่ให้ของเหลวเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิด คาวิเตชั่น (Cavitation) ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับปั๊มน้ำ การคำนวณและทำความเข้าใจค่า NPSH ที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการ ออกแบบระบบปั๊มน้ำ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราบรื่น และทนทาน เรามาทำความรู้จักกับ NPSH ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ NPSHa และ NPSHr เพื่อให้การเลือกและการติดตั้ง ปั๊มน้ำหอยโข่ง ของคุณเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ NPSH คืออะไร ? ทำไม NPSH ถึงมีความสำคัญต่อระบบปั๊มน้ำ? การทำความเข้าใจและจัดการค่า NPSH ให้ถูกต้อง มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของระบบปั๊ม: 🛡️ ป้องกัน Cavitation: ป้องกันการเกิดฟองไอและแรงกระแทก ที่ทำให้ปั๊มทำงานผิดปกติ, มีเสียงดัง, สั่นสะเทือน และเกิดความเสียหายต่อชิ้นส่วนภายในปั๊ม โดยเฉพาะใบพัด ✅ เลือกปั๊มที่เหมาะสม: การทราบค่า NPSH ช่วยในการเลือกปั๊มที่มีค่า NPSHr ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของระบบ (NPSHa) ที่เรามี 🏗️ ออกแบบระบบปั๊มน้ำที่มีประสิทธิภาพ: การออกแบบท่อ, วาล์ว, และส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับ ปั๊มน้ำหอยโข่ง ต้องคำนึงถึงค่า NPSH เพื่อให้ปั๊มสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและมีอายุการใช้งานยาวนาน 🔧 แก้ไขปัญหาปั๊ม: หากปั๊มน้ำมีปัญหา เช่น ดูดน้ำไม่ขึ้น การตรวจสอบและปรับปรุงค่า NPSHa ในระบบท่อดูดอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้ NPSH 2 ส่วนหลักที่ต้องทำความเข้าใจ 1. NPSHa (Net Positive Suction Head Available): แรงดันทางด้านดูดที่มีอยู่จริง NPSHa คือ "แรงดันทางด้านดูดที่มีอยู่จริง" ณ จุดติดตั้งปั๊ม เป็นค่าที่สะท้อนคุณสมบัติของ "ระบบท่อ" ที่เราออกแบบและติดตั้งขึ้นมาทั้งหมด ค่า NPSHa สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และยิ่งมีค่าสูงยิ่งดีต่อปั๊มน้ำ ปัจจัยที่มีผลต่อ NPSHa: ระดับน้ำ: ระดับน้ำที่สูงกว่าตำแหน่งปั๊มจะช่วย เพิ่มค่า NPSHa แรงดันบรรยากาศ: พื้นที่ที่สูงจากระดับน้ำทะเลจะมีแรงดันบรรยากาศต่ำลง ส่งผลให้ NPSHa ลดลง อุณหภูมิของของเหลว: ของเหลวที่ร้อนขึ้น (มีอุณหภูมิสูง) จะมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นไอได้ง่ายขึ้น ทำให้ NPSHa ลดลง แรงเสียดทานในท่อดูด: ท่อดูดที่ยาว, มีขนาดเล็ก, หรือมีข้องอเยอะ จะสร้างแรงต้าน ทำให้ NPSHa ลดลง การใช้ท่อดูดขนาดใหญ่ขึ้นจะช่วย เพิ่มค่า NPSHa 2. NPSHr (Net Positive Suction Head Required): แรงดันขั้นต่ำที่ปั๊มต้องการ NPSHr คือ "แรงดันทางด้านดูดขั้นต่ำที่ปั๊มต้องการ" เพื่อให้ไม่เกิด คาวิเตชั่น เป็นค่าคงที่เฉพาะของปั๊มน้ำแต่ละรุ่น ถูกกำหนดมาจากการออกแบบของผู้ผลิต และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การค้นหาค่า: ค่า NPSHr สามารถดูได้จากกราฟ Performance Curve หรือตารางข้อมูลจำเพาะของปั๊มรุ่นนั้น ๆ หลักการเลือกปั๊ม: ควรเลือกปั๊มที่มีค่า NPSHr ต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดคาวิเตชั่น 🔑 กฎทอง: NPSHa ต้องมากกว่า NPSHr เสมอ เพื่อให้ ปั๊มน้ำ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การออกแบบระบบที่ถูกต้องคือ: NPSHa >NPSHr และควรเผื่อค่าความปลอดภัย (Safety Margin) ไว้ที่ อย่างน้อย $0.5 - 1$ เมตร ⚠️ จะเกิดอะไรขึ้นถ้า NPSHa น้อยกว่า NPSHr? (Cavitation) หากแรงดันในระบบที่คุณมี (NPSHa) น้อยกว่าแรงดันขั้นต่ำที่ปั๊มต้องการ (NPSHr) จะทำให้เกิด คาวิเตชั่น อย่างรุนแรง ซึ่งจะส่งผลเสียตามมาดังนี้: ประสิทธิภาพลดลง: ปั๊มดูดน้ำไม่ขึ้น หรือส่งน้ำได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ความเสียหายทางกล: เกิดเสียงดัง, ตัวปั๊มน้ำสั่นสะเทือน, และเกิดการกัดกร่อนที่ใบพัด และตัวเรือนปั๊มจนเกิดความเสียหายอย่างมาก คาวิเตชั่น เป็นปฏิกิริยาที่น้ำเปลี่ยนเป็นไอและเกิดฟองสุญญากาศ ซึ่งเมื่อฟองแตกตัวจะสร้างแรงกระแทกที่สามารถกัดกร่อนเนื้อวัสดุของใบพัดได้อย่างต่อเนื่อง สรุป: NPSH ค่าที่สำคัญที่สุดในการติดตั้งปั๊มน้ำ NPSH (Net Positive Suction Head) ถือว่าเป็นค่าที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากที่ช่างและผู้ติดตั้ง ปั๊มน้ำหอยโข่ง จะต้องรู้ เพราะปัญหาที่พบบ่อย เช่น ปั๊มสั่น ปั๊มมีเสียงดัง หรือสูบน้ำได้น้อย ล้วนเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของค่า NPSH หาก NPSHa สูงกว่า NPSHr อย่างเหมาะสม ปั๊มของคุณก็จะทำงานราบรื่น ทนทาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด หากค่า NPSHa น้อยกว่า NPSHr ให้พิจารณาปรับปรุงระบบท่อดูด (เช่น ใช้ท่อขนาดใหญ่ขึ้น, ลดจำนวนข้องอ, ลดระดับความสูงของปั๊ม) หรือเปลี่ยนไปใช้ปั๊มรุ่นที่มีค่า NPSHr ต่ำลง ข้อควรระวังการเกิด คาวิเตชั่น (Cavitation) ในปั๊มน้ำหอยโข่ง สิ่งที่ต้องระวังที่ทำให้เกิดคาวิเตชั่น (Cavitation) เป็นปฏิกิริยาที่ค่อย ๆ เปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นไอและเกิดเป็นฟองสุญญากาศที่มีค่าความดันต่ำ และแตกตัวให้เกิดแรงกระแทก ที่สามารถกัดกร่อนให้เนื้อวัสดุของใบพัดเกิดความเสียหายได้ และอัตราการไหลของน้ำก็จะมีประสิทธิภาพลดลงตามไปด้วย ซึ่งหากการคำนวณค่า NPSH มีค่า NPSHa มากกว่า NPSHr ก็จะไม่เกิดคาวิเตชั่น ข้อมูลเพิ่มเติม Tel. 02-292-1067-70 Youtube : Leopump ประเทศไทย Line Official : @775ruust Facebook : LEOpumpThailand TikTok : Leopumpthailand












